สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
เลิกกันได้ แต่หนี้บ้านไม่เลิกตาม…เรื่องจริงที่คู่รักกู้ร่วมต้องรู้
 

เลิกกันได้…แต่ชื่อในสัญญากู้ไม่ได้เลิกตาม

บ้านที่เคยซื้อด้วยความรัก อาจกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดหลังความสัมพันธ์จบ


ก่อนจะกู้ร่วม ต้องรู้เรื่องนี้ก่อน คู่รักต้องรู้
 

ในรายการ ThaiPFA Talk on LIVE มีอีกหนึ่งหัวข้อที่ฟังแล้วรู้สึกว่า

คนที่กู้ร่วมอยู่แล้วควรฟัง
และคนที่กำลังจะกู้ร่วม…ยิ่งต้องฟัง

 

เพราะครั้งนี้เราได้ คุณจึงจึง สมนันท์ งามรัศมีวงศ์ Senior Private Banker จากธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) มาคุยกันตรง ๆ เรื่อง
 

“กู้บ้านร่วมแล้วเลิกกัน หนี้บ้านจัดการยังไง?”

ฟังชื่อหัวข้อก็รู้แล้วครับว่า

โรแมนติกตอนเริ่ม
แต่ถ้าจบไม่ดี เรื่องนี้ไม่โรแมนติกเลย

เพราะมีประโยคหนึ่งที่อยากให้จำให้ขึ้นใจว่า
 

“เลิกเป็นแฟนกันได้
แต่เลิกเป็นลูกหนี้ร่วมกันเองไม่ได้”

 

นี่แหละครับ
 

ตอนรักกัน เราคิดถึง
 

บ้าน
ครัว
ห้องนอน
ผ้าม่าน
มุมกาแฟ
เฟอร์นิเจอร์
 

แต่แทบไม่มีใครนั่งคุยกันตั้งแต่วันเซ็นสัญญาว่า

“ถ้าวันหนึ่งเราเลิกกัน บ้านนี้จะเป็นของใคร?”

ฟังดูเหมือนแช่งกัน
 

แต่จริง ๆ แล้วมันคือการวางแผนความเสี่ยง

เพราะเรื่องแรกที่หลายคนเข้าใจผิดคือ

ผู้กู้ร่วม กับ เจ้าของกรรมสิทธิ์บ้าน ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป

คนที่มีชื่อกู้กับธนาคาร คือคนที่มีภาระตามสัญญาสินเชื่อ

ส่วนชื่อบนกรรมสิทธิ์บ้าน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ดังนั้นก่อนเซ็นอะไร
 

อย่าคิดว่า

“กู้ด้วยกัน ก็ต้องเป็นเจ้าของครึ่ง ๆ กันสิ”
 

ต้องดูเอกสารจริงครับ

และเรื่องที่เจ็บกว่านั้นคือ

ถ้าวันหนึ่งอีกคนหยุดผ่อน

ธนาคารไม่ได้สนใจว่า
 

“แต่แฟนเก่าผมบอกว่าจะเป็นคนจ่ายนะครับ”

ธนาคารดูสัญญา
 

ถ้าคุณเป็นผู้กู้ร่วม
 

คุณมีหน้าที่ตามสัญญา
 

ความสัมพันธ์จบ
แต่ภาระหนี้ยังอยู่
 

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมบางคนเลิกกับแฟนไปแล้วหลายปี

แต่ยังต้องเปิดแอปดูยอดบ้านของแฟนเก่าอยู่ทุกเดือน

จะถอนชื่อออกจากผู้กู้ร่วมได้ไหม?

ทำได้ในบางกรณีครับ

แต่ไม่ใช่แค่เดินไปบอกธนาคารว่า
 

“เราเลิกกันแล้ว ช่วยลบชื่อให้หน่อย”

คนที่จะรับภาระต่อ ต้องผ่านการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ใหม่

พูดง่าย ๆ คือ

ถ้าเหลือคนเดียว

คนนั้นต้องพิสูจน์ว่า

ผ่อนบ้านหลังนี้คนเดียวไหว
 

ถ้าไม่ไหว

ธนาคารก็ไม่มีเหตุผลต้องปล่อยอีกคนออกจากสัญญา

ตรงนี้หลายคู่เพิ่งมารู้ตอนเลิกกันครับ

ตอนซื้อคิดว่า
 

“ช่วยกันกู้จะได้ผ่านง่ายขึ้น”

แต่ตอนจะแยก

กลับกลายเป็นว่า
 

“ช่วยกันกู้ เลยแยกยากขึ้นด้วย”

แล้วถ้าไม่มีใครรับบ้านต่อได้ล่ะ?

อันนี้ต้องคุยกันตามจริง
 

ขายไหม
รีไฟแนนซ์ไหม
ให้คนหนึ่งซื้อส่วนของอีกคนไหม
หรือมีทางเลือกอื่นที่เหมาะกว่า
 

สิ่งสำคัญคือ

อย่าปล่อยให้บ้านกลายเป็น “อนุสาวรีย์ของความสัมพันธ์ที่จบแล้ว”

แต่ยังมีดอกเบี้ยเดินทุกวัน

อีกคำถามที่เจอบ่อยคือ
 

“ฉันออกเงินดาวน์เยอะกว่า ฉันควรได้บ้านมากกว่าสิ”

ทางความรู้สึกฟังขึ้นครับ

แต่ทางกฎหมายและกรรมสิทธิ์
 

ต้องดูว่าเอกสารว่าอย่างไร
ถือกรรมสิทธิ์กันแบบไหน
มีหลักฐานการออกเงินอย่างไร
และมีข้อตกลงอะไรกันไว้หรือไม่
 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า

ตอนยังรักกันดี ต้องคุยเรื่องที่ฟังแล้วไม่โรแมนติกที่สุด
 

ใครออกเงินดาวน์เท่าไร
ใครผ่อนเท่าไร
ชื่อกรรมสิทธิ์เป็นอย่างไร
ค่าใช้จ่ายบ้านใครรับผิดชอบ
ถ้าขายแบ่งอย่างไร
ถ้าเลิกกัน ใครมีสิทธิซื้อส่วนของอีกคนก่อนหรือไม่
 

บางคนจะบอกว่า

“รักกันอยู่ จะคิดเผื่อเลิกทำไม?”

ผมกลับคิดตรงกันข้ามครับ

เพราะถ้ารักกันจริง

ยิ่งควรทำให้ชัด

เพื่อให้วันหนึ่งถ้าอะไรไม่เป็นอย่างที่หวัง

อย่างน้อยคนที่เคยรักกัน

จะไม่ต้องกลายเป็นศัตรูกันเพราะบ้านหนึ่งหลัง

กู้บ้านร่วมจึงไม่ใช่เรื่องของความรักอย่างเดียว

มันคือ
 

สัญญาหนี้ระยะยาว

บางหลัง 20 ปี
บางหลัง 30 ปี
 

ความรักอาจเปลี่ยนได้

แต่ดอกเบี้ยไม่ได้มีอารมณ์ครับ 

ดังนั้นก่อนกู้ร่วมกับแฟน
 

อย่าถามแค่ว่า

“เรารักกันมากพอจะซื้อบ้านด้วยกันไหม?”

ถามเพิ่มอีกข้อว่า

“เราคุยเรื่องเงินกันดีพอจะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน 30 ปีหรือยัง?”
 

ถ้าคำตอบคือยัง

ไม่ใช่ว่าห้ามซื้อครับ

แค่ควรคุยให้ชัดก่อนเซ็น

เพราะลายเซ็นหนึ่งครั้ง

อาจอยู่ในชีวิตเรานานกว่าความสัมพันธ์เสียอีก

และสำหรับคนที่กู้ร่วมอยู่แล้ว

ถ้าวันนี้ความสัมพันธ์มีปัญหา

อย่าเพิ่งใช้อารมณ์จัดการเรื่องบ้าน
 

เปิดสัญญา
เช็กกรรมสิทธิ์
ดูยอดหนี้
คุยกับธนาคาร
แล้วค่อยวางทางออกตามตัวเลขจริง
 

เพราะบางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดหลังเลิกกัน

ไม่ใช่การชนะว่าใครได้บ้าน

แต่คือการออกจากภาระนั้น

โดยไม่พังทั้งเครดิต ทั้งเงิน และชีวิตของกันและกัน
 

— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA

 


 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

ThaiPFA ศูนย์อบรมต้นแบบแห่งแรกของไทยในการจัดอบรมและพัฒนาหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA