สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
กรมอุตุฯ VS เพจอากาศ ใครกันแน่ที่ประชาชนควรเชื่อ?
 

วันที่ประชาชน “เชื่อเพจ” มากกว่า “กรมอุตุฯ”

ปัญหาอาจไม่ใช่แค่ว่าใครพยากรณ์แม่นกว่า แต่มันคือ “ความเชื่อมั่น” ของรัฐกำลังหายไปไหน?


กรมอุตุฯ VS เพจอากาศ ใครกันแน่ที่ประชาชนควรเชื่อ?
 

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา Admin รู้สึกว่ามีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าคิดมากครับ

เวลามีคนถามว่า

“ฝนจะหนักไหม?”
“กรุงเทพจะท่วมไหม?”
“น้ำจะมาแค่ไหน?”

หลายคนไม่ได้เปิดกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นที่แรก

แต่เปิด Facebook แล้วหาเพจอย่าง “ที ลมฟ้าอากาศ”

จนเกิดคำถามว่า
 

มันเกิดอะไรขึ้น?

ทั้งที่ตามหลักแล้ว ประเทศเรามี กรมอุตุนิยมวิทยา มีนักอุตุนิยมวิทยา มีเรดาร์ ดาวเทียม สถานีตรวจอากาศ แบบจำลอง ทีมพยากรณ์ และคนทำงานทั้งองค์กร

ในขณะที่เพจหนึ่งอาจมีคนทำงานเพียงไม่กี่คน

แต่ทำไมประชาชนบางส่วนกลับรู้สึกว่า
 

“ฟังเพจแล้วเข้าใจกว่า”
“เพจเตือนก่อน”
“เพจพูดตรงกว่า”

 

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ

และ Admin ไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อบอกว่า
 

กรมอุตุฯ ทำงานไม่ได้
 

ตรงกันข้ามเลย

ในรอบฝนหนักช่วง 23–27 กันยายน กรมอุตุนิยมวิทยามีการออกประกาศเตือนต่อเนื่องหลายฉบับ ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ ระบุชัดว่าหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโอกาสเจอฝนหนักถึงหนักมาก และเตือนเรื่องน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่า และน้ำท่วมขัง ( TMD )
 

ดังนั้นภาพว่า

“เพจเตือน แต่กรมอุตุฯ ไม่เตือน”

อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด

แต่…

ถ้าประชาชนจำนวนหนึ่ง รู้สึก แบบนั้น
 

ปัญหาก็ยังมีอยู่ดีครับ

เพราะการสื่อสารที่ส่งออกไปแล้วคนไม่รับรู้

ในโลกความจริง

ก็แทบไม่ต่างจากการสื่อสารที่ยังไปไม่ถึงเขา
 



ปัญหาแรก: “ข้อมูลถูก” กับ “ข้อมูลที่คนเข้าใจ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ลองเปรียบเทียบดูครับ

ภาษาราชการอาจเขียนว่า

มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกสะสม…

ถูกครับ


แต่คนอ่านจบแล้วอาจยังถามว่า

“แล้วบ้านฉันล่ะ?”

ในขณะที่เพจอาจพูดว่า


“คืนนี้คนกรุงเทพเตรียมตัว ฝนมาแน่ ช่วงนี้ถึงช่วงนี้ พื้นที่นี้จับตาให้ดี”

อ่านแวบเดียวก็รู้ว่า


ฉันต้องทำอะไรต่อ

นี่คือการแข่งขันที่หน่วยงานรัฐต้องยอมรับว่า วันนี้ไม่ได้แข่งขันแค่เรื่อง


“ใครมีข้อมูลดีที่สุด”

แต่แข่งขันเรื่อง


“ใครทำให้ข้อมูลนั้นมีความหมายกับชีวิตคนได้เร็วที่สุด”

กรมอุตุฯ เองก็ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ว่า การสื่อสารของหน่วยงานอาจไม่หวือหวาหรือกระแทกใจเท่าเพจ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องความรับผิดชอบและไม่สามารถฟันธงเกินหลักวิชาการจนสร้างความตื่นตระหนกได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า หน่วยงานรัฐอาจสื่อสาร “ระดับความรุนแรง + ความน่าจะเป็น” ให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้นได้ ( เนชั่นทีวี )
 

ตรงนี้ผมว่าแฟร์นะครับ

เพราะกรมอุตุฯ ไม่ใช่ Creator

พูดผิดหนึ่งครั้ง ไม่ได้เสียแค่ยอด Follow
 

อาจมีคนย้ายรถ
ร้านค้าปิด
โรงเรียนหยุด
การเดินทางเปลี่ยน
เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ
 

จึงต้องระมัดระวังมากกว่า

แต่ความระมัดระวัง

ไม่ควรแปลว่า “ประชาชนอ่านแล้วไม่รู้ว่าต้องทำอะไร”
 



ปัญหาที่สอง: Social Media ชนะด้วย “ความชัด” มากกว่า “ความแม่น”

Algorithm ไม่ได้ถามว่า

ใครมีนักอุตุนิยมวิทยามากที่สุด
 

มันถามว่า

โพสต์ไหนคนหยุดอ่าน แชร์ และคอมเมนต์มากที่สุด
 

ประโยคว่า

“มีโอกาสเกิดฝนตกหนักบางแห่ง”

สู้
 

“120 ชั่วโมงต่อจากนี้ เตรียมรับมหาอุทกภัย”

ยากมากครับ
 

โพสต์หลังน่ากลัวกว่า
จำง่ายกว่า
แชร์ง่ายกว่า
 

แต่ แชร์เยอะ ไม่ได้แปลว่าถูกกว่า
 

กรณีล่าสุด Thai PBS Verify ตรวจสอบกระแสจากเพจอิสระที่ใช้คำว่า “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมง” และพบว่ากรมอุตุฯ กรมชลประทาน และนักวิชาการต่างยืนยันตรงกันว่า ฝนหนักมีจริง แต่การเรียกว่า “มหาอุทกภัย” ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่มีในขณะนั้น  ( Thai PBS )

นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญมากว่า
 

ความถูกใจ ≠ ความถูกต้อง

และ

ความมั่นใจของคนพูด ≠ ความแม่นของข้อมูล

คนที่พูดว่า

“แน่นอน 100%”

อาจฟังน่าเชื่อถือกว่า

คนที่พูดว่า

“มีโอกาส 60–70%”

ทั้งที่ในทางวิทยาศาสตร์ คนที่พูดแบบหลังอาจซื่อสัตย์กับความไม่แน่นอนมากกว่าเสียอีก
 



แต่คำถามใหญ่ยังอยู่: แล้วทำไมความเชื่อมั่นถึงไหลออกจากหน่วยงานรัฐ?

ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องพยากรณ์อากาศอย่างเดียวครับ

มันคือ Trust Problem
 

เวลาประชาชนจะเชื่อใคร เราไม่ได้ดูแค่ความถูกต้องครั้งล่าสุด

เราสะสมประสบการณ์
 

เคยเตือนช้าไหม
เคยใช้ภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องไหม
เคยบอก “ไม่น่ามีอะไร” แล้วเรากลับบ้านลำบากไหม
ตอบคำถามเราเร็วไหม
เวลาเหตุเกิดจริง มีคนออกมาพูดกับเราไหม
 

ความไว้ใจจึงเหมือนบัญชีธนาคารครับ
 

ฝากทีละนิด
แต่ถอนทีเดียวได้เยอะมาก

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหน่วยงานรัฐไม่ควรตอบโจทย์นี้ด้วยประโยคว่า

“ข้อมูลเราแม่นกว่า เพราะเราเป็นกรม”

อย่างเดียว

ยุคนี้ตำแหน่งไม่ได้สร้าง Trust อัตโนมัติแล้ว

ต้องสร้างจาก
 

ความเร็ว + ความชัด + ความโปร่งใส + การยอมรับเมื่อไม่แน่นอน

ด้วย
 



แล้วเราควรเชื่อใคร?

คำตอบของผมคือ

อย่าเลือกเชื่อ “คนเดียว” ครับ

โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย

ให้แบ่งข้อมูลออกเป็น 3 ชั้น
 

ชั้นแรก — Official Warning
 

กรมอุตุนิยมวิทยาควรเป็นแหล่งหลักสำหรับคำเตือนด้านอากาศอย่างเป็นทางการ เพราะมีทั้งระบบตรวจวัด แบบจำลอง ผู้เชี่ยวชาญ และความรับผิดชอบโดยตรง ปัจจุบันมีทั้งพยากรณ์รายวัน 7 วัน พื้นที่เสี่ยงฝนหนัก เรดาร์ ดาวเทียม และสายด่วน 1182 ( TMD )
 

ชั้นสอง — ข้อมูลพื้นที่จริง

เช่น กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน ปภ. หน่วยงานท้องถิ่น เรดาร์ และระดับน้ำ

เพราะกรมอุตุฯ บอกว่าฝนจะตก

แต่หน่วยงานพื้นที่อาจตอบคำถามอีกแบบว่า

“ตกแล้วตรงไหนกำลังท่วม?”
 

ชั้นสาม — เพจอิสระ

ใช้ได้ครับ
 

บางเพจวิเคราะห์เก่ง
อ่านโมเดลเก่ง
อธิบายง่าย
และอาจช่วยให้เราเข้าใจภาพใหญ่เร็วขึ้น
 

แต่ต้องถามเสมอว่า
 

เอาข้อมูลมาจากไหน?
มี Source ไหม?
แยกระหว่างข้อมูลกับความเห็นหรือเปล่า?
เคยแก้ไขเมื่อผิดไหม?
พูดถึงความไม่แน่นอนบ้างหรือไม่?

 

ถ้าเพจไหนบอกอนาคตแบบมั่นใจ 100% ทุกครั้ง

อันนั้นยิ่งต้องระวังครับ

เพราะแม้แต่นักอุตุนิยมวิทยาก็ไม่สามารถพยากรณ์แบบ 100% ได้  ( เนชั่นทีวี )
 



แล้วกรมอุตุฯ ควรทำอย่างไร?

ผมว่าโจทย์วันนี้ไม่ใช่

“จะเอาชนะเพจยังไง”
 

แต่คือ

“ทำยังไงให้ประชาชนไม่ต้องหนีไปหาเพจเพื่อแปลข้อมูลของรัฐให้เข้าใจอีกที”

 

เช่น

แทนที่จะบอกว่า

“กทม.มีฝนร้อยละ 80 และหนักบางแห่ง”

ลองเพิ่ม
 

“คืนนี้ 18.00–23.00 น. คนกลับบ้านควรเผื่อเวลา พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้มีความเสี่ยงน้ำรอระบาย รถเล็กควรหลีกเลี่ยง ถ้าฝนเกิน X มม. ความเสี่ยงจะเพิ่มเป็นระดับนี้”
 

มีแผนที่ง่าย ๆ
มีสี
มี Timeline
มี Worst Case
มี Best Estimate
มีความน่าจะเป็น
 

แล้วบอกด้วยว่า

“สิ่งที่เรายังไม่รู้คืออะไร”

ผมว่าประชาชนรับความไม่แน่นอนได้นะครับ

ขอแค่พูดให้เข้าใจ

สิ่งที่คนกลัวที่สุดไม่ใช่คำว่า

“เราไม่แน่ใจ”

แต่คือ

“ไม่มีใครบอกฉันเลยว่าควรทำอะไร”
 



และสำหรับเพจอิสระเอง

ก็มีบทบาทสำคัญมาก

เพราะคนไม่กี่คนอาจสร้างนวัตกรรมการสื่อสารที่หน่วยงานใหญ่เรียนรู้ได้

เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกลายเป็น

กรมอุตุฯ VS เพจ

เลยครับ

สิ่งที่ดีที่สุดควรเป็น
 

กรมมีข้อมูลและมาตรฐาน
เพจช่วยแปลและตั้งคำถาม
สื่อช่วยตรวจสอบ
ประชาชนได้รับข้อมูลที่เร็วและเข้าใจง่าย

 

ทุกฝ่ายชนะ
 



สิ่งที่ผมกังวลจริง ๆ จึงไม่ใช่ว่า

วันนี้คนเชื่อกรมอุตุฯ หรือเชื่อ “ที ลมฟ้าอากาศ” มากกว่ากัน

แต่คือถ้าวันหนึ่งเกิดภัยร้ายแรงจริง
 

แล้วประชาชนต้องใช้เวลา 30 นาทีไถ Facebook เพื่อหาว่า

“ตกลงฉันควรเชื่อใคร?”

อันนั้นต่างหากที่อันตราย

เพราะระบบเตือนภัยที่ดี
 

ไม่ควรทำให้ประชาชนต้องเป็นนัก Fact-check ก่อนเอารถหนีน้ำ

ประเทศไทยควรมีหน่วยงานหลักที่คนเปิดดูแล้วรู้สึกว่า

“โอเค นี่คือข้อมูลฐานที่ฉันใช้ตัดสินใจได้”

ส่วนเพจต่าง ๆ เป็นข้อมูลเพิ่ม
 

ไม่ใช่กลับกัน

และถ้าวันนี้ประชาชนบางส่วนยังไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

ก็ไม่ควรโกรธประชาชนว่า
 

“ทำไมไม่เชื่อรัฐ?”

ควรถามกลับว่า
 

“เราต้องทำอะไร ถึงจะทำให้เขาอยากเชื่อเราอีกครั้ง?”

เพราะความเชื่อมั่นไม่ได้กลับมาด้วยคำว่า

“กรุณาเชื่อแหล่งข่าวราชการ”

มันกลับมาเมื่อประชาชนเห็นซ้ำ ๆ ว่า
 

ข้อมูลเร็ว
ข้อมูลชัด
ข้อมูลตรง
และวันที่เขาต้องใช้จริง…มันช่วยเขาได้

 

พวกเราไม่ควรต้องดูแลกันเองทั้งหมดครับ

เรามีหน่วยงานรัฐเพราะบางเรื่องใหญ่เกินกว่าประชาชนแต่ละคนจะไปตั้งเรดาร์ เก็บข้อมูล และวิเคราะห์แบบจำลองเอง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง
 

คำว่า “หน่วยงานรัฐ” ก็ไม่ควรเป็นใบรับประกันความเชื่อมั่นตลอดชีพ

ความเชื่อมั่นต้องสร้างใหม่ทุกวัน

เหมือนอย่างอื่นในชีวิตครับ
 

มีตำแหน่ง ทำให้คนฟังครั้งแรก
แต่มีผลงานและการสื่อสารที่ดีเท่านั้น
ที่ทำให้เขากลับมาฟังครั้งต่อไป

ThaiPFA
อยากให้ทุกคนติดตามข้อมูลจากหลายแหล่งอย่างมีสติครับ เพจอิสระช่วยให้เราเข้าใจง่ายขึ้นได้ แต่เรื่องความปลอดภัยควรกลับไปตรวจสอบกับแหล่งทางการเสมอ และในอีกด้าน หน่วยงานที่อยากให้ประชาชนเชื่อ ก็ต้องทำให้ข้อมูลเร็ว ชัด เข้าใจง่าย และใช้ตัดสินใจได้จริง เพราะความเชื่อมั่นไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่มาจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ทุกครั้งที่ต้องพึ่งพาครับ
 

— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA

#กรมอุตุนิยมวิทยา #พยากรณ์อากาศ #เช็กก่อนเชื่อ #ความเชื่อมั่น #ThaiPFA


 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

ThaiPFA ศูนย์อบรมต้นแบบแห่งแรกของไทยในการจัดอบรมและพัฒนาหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA