สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
บทเรียนราคาแพง แต่ทำไมเรายังต้องจ่ายค่าเรียนซ้ำเรื่องเดิม?
 

“ถอดบทเรียน” หรือแค่ “ถอดคำพูด”?

ถ้าผ่านวิกฤตมาแล้ว แต่ครั้งหน้าพังเหมือนเดิม…เรายังเรียกว่าเรียนรู้ได้จริงหรือ?


เราพูดคำว่า “ถอดบทเรียน” หลังทุกวิกฤต แต่ถ้าเรื่องเดิมยังเกิดซ้ำ บางทีปัญหาไม่ใช่ไม่มีบทเรียน แต่อาจเป็นเพราะเราไม่เคยเอามันไปเปลี่ยนระบบจริง ๆ
 

มีคำหนึ่งที่ Admin ได้ยินบ่อยมากหลังเกิดเรื่องใหญ่ครับ

“เราต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้”
 

วิกฤตปี 40 ก็ถอดบทเรียน
น้ำท่วมใหญ่ก็ถอดบทเรียน
โควิดก็ถอดบทเรียน
ไฟไหม้ก็ถอดบทเรียน
แผ่นดินไหวก็ถอดบทเรียน
อุบัติเหตุโครงสร้างก็ถอดบทเรียน
ธุรกิจเจ๊งก็ถอดบทเรียน
 

ฟังดูดีนะครับ

แต่มีคำถามหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจมาตลอดว่า

แล้วบทเรียนที่ถอดออกมา…เอาไปไว้ไหนต่อ?

เพราะถ้าเราเรียนจริง

ทำไมเรื่องแบบเดิมถึงยังกลับมาในรูปเดิม ๆ?
 

สถานที่อาจเปลี่ยน
คนอาจเปลี่ยน
ปีอาจเปลี่ยน
 

แต่ตอนจบเหมือนเดิม
 

เกิดเหตุ
คนเดือดร้อน
ตั้งคณะตรวจสอบ
ประชุม
เขียนรายงาน
พูดว่า “จะไม่ให้เกิดซ้ำ”
 

ผ่านไปพักหนึ่ง

เรื่องเงียบ

แล้ววันหนึ่ง…

เกิดซ้ำ

จากนั้นเราก็กลับมาพูดประโยคเดิมอีกครั้งว่า

“เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพง”

ถ้ามันเกิดซ้ำหลายรอบ

ผมว่าเราอาจต้องยอมรับแล้วครับว่า

มันไม่ได้เป็น “บทเรียนราคาแพง”

แต่มันคือ

ค่าเล่าเรียนที่เราจ่ายซ้ำ เพราะยังไม่ยอมเรียนให้จบ
 



สิ่งที่น่าคิดคือ

มนุษย์เรามักเข้าใจคำว่า “ถอดบทเรียน” ว่าเป็นการตอบคำถามว่า
 

เกิดอะไรขึ้น?
ใครพลาด?
ตรงไหนผิด?
 

แต่จริง ๆ ยังไม่พอครับ

เพราะการรู้ว่าอะไรผิด

ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ทำผิดอีก

เหมือนคนรู้ว่าหนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ยแพง

แต่เดือนหน้าก็รูดเหมือนเดิม

ความรู้ไม่ได้เปลี่ยนชีวิต

พฤติกรรมที่เปลี่ยนต่างหาก

องค์กรและสังคมก็เหมือนกัน

รายงาน 500 หน้าไม่มีประโยชน์

ถ้าหน้างานยังทำแบบเดิม
 



ถ้าจะเรียกว่า “ถอดบทเรียน” จริง ๆ

ผมว่าต้องมีอย่างน้อย 4 ขั้น
 

หนึ่ง — ยอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าอะไรผิด

ไม่ใช่รีบหาคำอธิบายเพื่อให้ทุกฝ่ายดูดี

ถ้าระบบมีช่องโหว่ ก็เรียกว่าช่องโหว่

ถ้าคนตัดสินใจผิด ก็ยอมรับว่าตัดสินใจผิด

ถ้ากฎไม่พอ ก็ยอมรับว่ากฎไม่พอ

เพราะบทเรียนที่เริ่มจากการปกป้องหน้า

มักจบด้วยการปกป้องปัญหาเดิม
 

สอง — แก้ระบบ ไม่ใช่แค่แก้คน

คนผิดอาจถูกลงโทษ

แต่ถ้าระบบยังเปิดให้คนต่อไปทำแบบเดิมได้

เราก็ไม่ได้แก้อะไร

ถ้าโรงงานไหม้เพราะระบบความปลอดภัยไม่พอ

การเปลี่ยนผู้จัดการอย่างเดียวไม่พอ

ถ้าน้ำท่วมเพราะจุดระบายน้ำมีปัญหา

การโทษฝนอย่างเดียวก็ไม่พอ

ถ้าธุรกิจล้มเพราะเงินสดไม่พอ

เปลี่ยนพนักงานก็ไม่ช่วย

ต้องถามว่า

“เราจะทำอะไรให้ความผิดพลาดแบบเดิม เกิดยากขึ้น?”

 

สาม — ต้องมีเจ้าภาพ

บทเรียนที่ไม่มีเจ้าของ

มักกลายเป็น PDF
 

ใครต้องทำ?
ทำเมื่อไร?
งบมาจากไหน?
วัดผลยังไง?
 

ต้องตอบได้

ถ้าตอบไม่ได้

ประโยคว่า

“จะนำไปปรับปรุง”

ก็มักแปลว่า

“ไว้ค่อยว่ากัน”
 

สี่ — ต้องกลับมาตรวจว่าแก้แล้วหรือยัง

อันนี้สำคัญที่สุด

เราเก่งเรื่องประชุมหลังเหตุการณ์

แต่ไม่ค่อยเก่งเรื่อง

“อีก 6 เดือนกลับมาเปิดดูหน่อยว่าแก้จริงหรือยัง”

เพราะการถอดบทเรียนไม่ควรจบวันที่ออกข่าว

มันควรจบวันที่

ความเสี่ยงเดิมถูกลดลงจริง
 



เรื่องนี้เอามาใช้กับชีวิตเราได้เหมือนกันครับ

เคยธุรกิจพัง

เราเรียนรู้อะไร?

ถ้าคำตอบคือ

“คราวหน้าจะระวัง”

ยังไม่พอ

ต้องเปลี่ยนเป็น

“คราวหน้าจะมีเงินสำรอง 6 เดือน และจะไม่ให้ลูกค้ารายเดียวเกิน 30% ของรายได้”

เคยเป็นหนี้

ไม่ใช่แค่บอกว่า

“ต่อไปจะประหยัด”

แต่ตั้งระบบเลยว่า
 

เงินเดือนเข้า → หักออมก่อน
บัตรเครดิต → ลดวงเงิน
ของราคาเกิน X บาท → รอ 7 วันก่อนซื้อ
 

เคยเจอน้ำท่วม

ไม่ใช่แค่บอกว่า

“ครั้งหน้าจะรีบย้ายรถ”

แต่กำหนดเลยว่า
 

ถ้าระดับน้ำถึงจุดไหน
ถ้ามีประกาศแบบไหน
รถต้องออกจากบ้านทันที
 

นี่ถึงเรียกว่า

บทเรียนถูกแปลงเป็นระบบ
 



สิ่งที่ผมกลัวที่สุดจึงไม่ใช่การที่เราเจอวิกฤต

เพราะบางวิกฤตเราหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่คือ

เราเจอวิกฤตเดิม…แล้วเสียหายเท่าเดิม

อันนั้นเจ็บกว่า

เพราะมันแปลว่า
 

ครั้งก่อนเราไม่ได้เสียแค่เงิน
เสียแค่เวลา
เสียแค่คน
 

แต่เราเสีย บทเรียนทิ้งไปด้วย
 



ประเทศไทยผ่านมาเยอะครับ
 

วิกฤตเศรษฐกิจ
น้ำท่วม
โรคระบาด
ภัยธรรมชาติ
อุบัติเหตุใหญ่
ความผิดพลาดของธุรกิจ
ความผิดพลาดของระบบ
 

เราไม่สามารถรับประกันได้ว่า

“ต่อไปจะไม่มีอะไรเกิดอีก”

ไม่มีใครทำได้

แต่สิ่งที่เราควรทำได้คือ

เหตุการณ์เดิมไม่ควรสร้างความเสียหายเท่าเดิม

ถ้าครั้งแรกเราไม่รู้

เข้าใจได้ครับ

ถ้าครั้งที่สองเรายังไม่พร้อม

ก็ต้องกลับมาดูว่าเพราะอะไร

แต่ถ้าครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า

เรายังพูดเหมือนเดิมว่า

“ครั้งนี้เป็นบทเรียน”

บางทีอาจถึงเวลาถามตัวเองแล้วว่า

เราเรียนจริง ๆ หรือแค่พูดคำว่าเรียนรู้ เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไป?

 


ถอดบทเรียนไม่ใช่การเขียนว่า

“ครั้งหน้าต้องดีกว่านี้”

แต่คือการทำให้

ครั้งหน้ามัน ดีกว่านี้จริง ๆ

ไม่ต้องสมบูรณ์แบบครับ
 

แค่ผิดเรื่องเดิมให้น้อยลง
เสียหายน้อยลง
ฟื้นเร็วขึ้น
และมีระบบที่ดีขึ้น
 

ถ้าทำได้

ความเสียหายที่ผ่านมา

ก็ไม่ได้สูญเปล่าทั้งหมด

แต่ถ้าไม่ได้ทำอะไร

เราก็อาจต้องกลับมานั่งถอดบทเรียนอีกครั้ง

จากเรื่องเดิม

ด้วยคำพูดเดิม

และความเสียหายใหม่

ซึ่งน่าเสียดายเกินไปครับ

บทเรียนที่ดี ไม่ได้วัดจากว่าเราอธิบายอดีตได้เก่งแค่ไหน

แต่วัดจากว่า
 

อนาคตของเราปลอดภัยขึ้นเพราะอดีตนั้นหรือเปล่า


ThaiPFA อยากให้ทุกวิกฤตที่ผ่านเข้ามาไม่สูญเปล่าครับ เราอาจห้ามเหตุการณ์ไม่ให้เกิดไม่ได้ทั้งหมด แต่เราทำให้ครั้งหน้ารับมือได้ดีขึ้น เสียหายน้อยลง และฟื้นตัวเร็วขึ้นได้ บทเรียนจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันเปลี่ยนสิ่งที่เราทำในวันพรุ่งนี้ครับ
 

— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA

#ถอดบทเรียน #CrisisManagement #RiskManagement #เรียนรู้จากอดีต #ThaiPFA


 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

ThaiPFA ศูนย์อบรมต้นแบบแห่งแรกของไทยในการจัดอบรมและพัฒนาหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA